บิ๊กอสังหาเมินกู้ประชารัฐ ชี้มีพันธมิตรการเงิน/เอื้อโครงการพร้อมอยู่

Cr. ฐานเศรษฐกิจ 11 เมษายน 2559

บิ๊กเนมอสังหาฯไม่ง้อสินเชื่อพัฒนาโครงการใน “โครงการบ้านประชารัฐ” เหตุมีพันธมิตรด้านการเงินที่ดีอยู่แล้ว แถมเป็นโครงการพร้อมอยู่ ด้านผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก โอดเกณฑ์ปล่อยกู้ไม่ชัดเจน แถมวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยไม่ถึงมือ คอลลิเออร์ส เปิดตัวเลขผลสำรวจคอนโดฯ ต่ำ 1.5 ล้านเหลือน้อย

นายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในส่วนของบริษัทไม่ได้มีการยื่นขอสินเชื่อพัฒนาโครงการ (Pre Finance) เนื่องจากบริษัทมีพันธมิตรที่ดีที่เป็นสถาบันการเงินถึง 11 สถาบัน ซึ่งให้อัตราดอกเบี้ยในระดับที่ดี บริษัทจึงไม่ได้ยื่นขอสินเชื่อในส่วนนี้

ด้าน ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากมองในมุมของผู้บริโภคถือว่าได้ประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและคุณสมบัติผู้กู้ โดยวงเงินกู้เพื่อซื้อหรือก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคา ไม่เกิน 7 แสนบาท หรือกรณีกู้เพื่อซ่อมแซมหรือต่อเติมวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 1 ปีแรก ปีที่ 2 – 3 อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ปีที่ 4-6 อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี และปีที่ 7 จนถึงตลอดอายุสัญญา อัตราดอกเบี้ย MRR–0.75% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 6.75% ต่อปี)

วงเงินกู้เพื่อซื้อหรือก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคามากกว่า 7 แสนบาทแต่ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1-3 เท่ากับ 3% ต่อปี ปีที่ 4–6 อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี และปีที่ 7 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR–1% ต่อปี และกรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ย MRR–0.75% ต่อปี ในส่วนของคุณสมบัติผู้กู้ก็ทำให้ผู้ที่มีรายได้ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน สามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยระดับ 1.5 ล้านบาทได้ จากปัจจุบันต้องมีอัตราเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นบาทต่อเดือน

“สำหรับสินเชื่อพัฒนาโครงการนั้น บริษัทไม่ได้ขอรับการสนับสนุนแต่อย่างใด เนื่องจากโครงการที่เข้าหลักเกณฑ์เป็นโครงการพร้อมอยู่ทั้งหมดจำนวนประมาณ 70-80 หน่วย มูลค่ารวม 100 ล้านบาท ประกอบกับหากยื่นขอสินเชื่อในเวลานี้ก็จะไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ทันกับกรอบระยะเวลาของโครงการ อีกทั้งวงเงินขอสินเชื่ออาจหมดลงก่อนที่จะยื่นขอพัฒนาโครงการ”ผศ.ดร.เกษรา กล่าว

ด้านแหล่งข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการบ้านประชารัฐว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งในส่วนของสินเชื่อพัฒนาโครงการและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยในส่วนของสินเชื่อพัฒนาโครงการพบว่า ยังคงมีความไม่ชัดเจน เช่น โครงการคอนโดมิเนียมที่ต้องการขอสินเชื่อจะต้องเป็นโครงการที่มีราคาขายไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วยทั้งโครงการ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วห้องบางห้องมีราคาขายมากกว่า 1.5 ล้านบาท ทำให้ไม่สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ ขณะที่ในส่วนของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เหตุเพราะผู้ประกอบการายใหญ่แห่ยื่นขอสินเชื่อจำนวนมาก ทำให้วงเงินกู้หมดอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ นายวรยุทธ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รุ่งกิจ เรียลเอสเตท จำกัด หรือ RK Property กล่าวว่า โครงการประชารัฐเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่พัฒนาคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์พร้อมอยู่ รวมถึงตลาดอสังหาฯต่างจังหวัดมากกว่าการพัฒนาโครงการใหม่ ในส่วนของของบริษัทเองเดิมมีแผนจะพัฒนาโครงการทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ราคาเริ่มต้น 9 แสนบาท จำนวน 400 หน่วย มูลค่า 500 ล้านบาท เพื่อรองรับโครงการประชารัฐ แต่เมื่อโครงการเปิดตัวมาจริง พบว่า ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากจากประชาชน ทำให้โครงการที่มีสินค้าพร้อมอยู่ได้รับอานิสงส์ในทันที แต่สำหรับโครงการที่พัฒนาใหม่ต้องมีขั้นตอนและระยะเวลาในการยื่นขอสินเชื่อ ทำให้ไม่ทันต่อกระบวนการพัฒนาโครงการ ขณะที่ปัจจุบันก็มีการยื่นขอสินเชื่อใกล้เติมวงเงิน บริษัทจึงต้องเลื่อนการพัฒนาโครงการออกไป

ในส่วนของ นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดผลสำรวจคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย ในเขตกรุงเทพฯปริมณฑล นับตั้งแต่ปี 2555-ไตรมาส 1/59 ว่า ปัจจุบันมีจำนวน 28,300 หน่วย อัตราการการขายอยู่ที่ 80% โดยมีหน่วยเหลือขายประมาณ 6,000 หน่วย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกเช่น รัตนาธิเบศร์ แจ้งวัฒนะ ท่าพระ บางแค แบริ่ง ลาซาล บางนา เป็นต้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 – 9 เมษายน พ.ศ. 2559