Cr. ฐานเศรษฐกิจ 29 ธันวาคม 2558
ปี 2558 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีอุปสรรคสำคัญอยู่ 2 ข้อ คือ หนึ่ง กำลังซื้อในตลาดหายไปจากปัญหาเศรษฐกิจ ผนวกกับ การปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และ สองสต๊อกล้น (ณ สิ้นปี 2557 มีสต๊อกเหลือขาย 165,540 หน่วย : เอเจนซี ฟอร์เรียลเอสเตท) ซึ่งมีผลให้ตลาดไม่สามารถซึมซับสต๊อกกองมหึมาเหล่านั้นได้ตามเป้าหมาย ในสถานการณ์ที่ความเสี่ยงกระชับเข้ามารอบด้าน บริษัท อสังหาฯต่าง แสวงหาทางออก ด้วยการเติมขีดความสามารถทุกๆ ด้านทั้ง ทุน การตลาด การบริหารจัดการ รวมไปถึงทบทวนแผนงานใหม่
การปรับตัวด้านการบริหาร
หนึ่งในกระบวนท่าปรับตัว คือเสริมความแข็งแกร่งเงินทุน เช่น กรณี บมจ. สัมมากร เปิดทางให้ บมจ. อาร์พีซีจี ถือหุ้นเพิ่ม (จาก 25.25 % เป็น 48.25 %) เป็นต้น หรือ อีกกรณีคือ การลดขนาดโครงการเพื่อเร่งรับรู้รายได้ เช่นที่ บมจ. พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค นำกลยุทธ์นี้มาใช้ ด้วยการ ลดขนาดโครงการจากมูลค่า 4 พันล้านบาท เหลือ 2 พันล้านบาท และเน้นคอนโดมิเนียมฯโลว์ไรซ์ (8ชั้น) มากขึ้นเป็นต้น นอกจากสองวิธีข้างต้นแล้ว การร่นระยะเวลาก่อสร้างเป็นอีกกลยุทธ์ที่บริษัท อสังหาฯนำมาใช้ ด้วยการปรับกระบวนการผลิต นำวัสดุสำเร็จรูปอาทิ ผนัง หรือ ห้องน้ำ มาใช้ในการก่อสร้างมากขึ้น เช่น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ที่ให้ความสำคัญกับการร่นระยะเวลาก่อสร้าง ประกาศว่า หลังปรับระบบการก่อสร้าง ระยะเวลาก่อสร้างร่นจาก 146 วัน เหลือ 90-96 วันเป็นต้น
ขยับกลยุทธ์การตลาด
กลยุทธ์ถัดมาที่บริษัท อสังหาฯนำมาใช้ยุคสต๊อกล้นคือ การปรับตัวด้านการตลาด กรณี บมจ. แสนสิริ เปลี่ยนวิธีบริหารจัดการ จาก บริหารตามแบรนด์มาเป็นบริหารตามพื้นที่ ด้วยการ ลดแบรนด์ จาก 36 แบรนด์เหลือ 13 แบรนด์ เช่น แบรนด์บ้านเดี่ยวลดจาก 7 แบรนด์ เหลือ 5 แบรนด์ คือ แสนสิริ (ราคาเริ่ม 30 ล้านบาท) นราสิริ (เริ่ม 15 ล้านบาท) เศรษฐสิริ-บุราสิริ (เริ่ม 10 ล้านบาท) สราญสิริ (เริ่ม 5 ล้านบาท) และคณาสิริ(เริ่ม 3 ล้านบาท และ แบรดน์คอนโดฯลดจาก 24 แบรนด์เหลือเพียง 4 แบรนด์คือ เดอะเบสท์ ดีคอนโดฯ โมโนเมนท์ เดอะไลน์) ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมา นอกจาก โฟ ลดค่าการตลาดจาก 3 % เหลือ 2 % เป็นต้น
หรือ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ เป็นอีกบริษัทที่กระชับพื้นที่การตลาดให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ด้วยการ ประกาศยุบบริษัท เดอะคอนฟิเดนซ์(ดูแลสินค้าต่ำกว่า3ล้านบาท) รวมกับ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ พร้อมเพิ่มความชัดเจนทางการตลาดด้วยการแบ่งสินค้าเป็นกลุ่มชัดเจน
โดยแนวราบ มี 5 กลุ่ม ทาวน์ฮ้าส์(แบรนด์กัสโตราคา2-5 ล้านบาท) บ้านแฝด (แบรนด์ เดอะทรัสต์ 3-5 ล้านบาท) บ้านเดี่ยว คาซ่า(3-10 ล้านบาท) บ้านหรู (ลัดดารมย์ พฤกษภิรมย์ ( 20-50 ล้านบาท) คฤหาสน์ ( 50-100 ล้านบาท) ส่วนแนวตั้ง คอนโดฯแบ่งเป็น 4 กลุ่ม เดอะพอยท์ (ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท) เดอะทรัสต์ (ต่ำกว่า 2 ล้านบาท) คาซ่า (ราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป) คิวคอนโด (200,000บาท ต่อตรม.ขึ้นไป)
“ไม้ตาย” ชะลอเปิดโครงการ
ส่วนกลยุทธ์สุดท้ายที่บริษัท อสังหาฯนำมาใช้รับมือกับปัญหา สต๊อกล้นและเศรษฐกิจชะลอตัว คือทบทวนแผนงานประจำปีชะลอเปิดโครงการใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป (ดูตารางประกอบ) โดยบริษัทที่ประกาศชะลอโครงการออกไปยืนยันว่า เป้าหมายรายได้และกำไรยังเป็นไปตาม แผนธุรกิจที่ประกาศไว้
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,115 วันที่ 27 – 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558