โยธาฯรื้อกฎเหล็กคุมอาคาร ปรับลดขนาดถนน-ความสูง

Cr. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 26 กุมภาพันธ์ 2559

นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมกำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายควบคุมอาคาร ปี 2535 ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดปัญหาไฟไหม้ในตึกสูงอยู่บ่อยครั้ง โดยจะออกเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทยแก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากจะสามารถดำเนินการได้เร็ว โดยจะพิจารณาปรับปรุงระยะทาง เขตทาง หรือถนนโดยรอบอาคาร เพื่อให้รถดับเพลิงและรถกู้ภัยสามารถเข้าไปได้ จากกฎกระทรวงเดิมกำหนดไว้ว่า อาคารขนาดน้อยกว่า 30,000 ตารางเมตร ต้องมีระยะเขตทาง 10 เมตร ส่วนอาคารที่มีขนาด 30,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องมีระยะเขตทาง 18 เมตร สำหรับการแก้ไขอาจจะกำหนดให้อาคารขนาดน้อยกว่า 10,000 ตารางเมตร อยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดระยะเขตทางว่าควรจะอยู่ที่เท่าไร่ถึงเหมาะสม

"นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงเรื่องของความสูงของตัวอาคารประกอบด้วย บางกรณีที่อาคารมีความสูงมาก ๆ รถดับเพลิงขนาดที่ต้องใช้ขาตั้งจะไม่สามารถปฏิบัติงานได้ อาจจะมีการเพิ่มเติมว่า หากอาคารใดที่มีความสูงมาก ๆ ระยะเขตทางก็ต้องมีความกว้างมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งประกาศใหม่นี้จะบังคับใช้กับอาคารที่สร้างใหม่ ไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลังอาคารเก่าที่สร้างก่อนปีཟ มีอยู่กว่า 100 อาคาร เพราะขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ แต่กรมก็ได้เสนอให้เจ้าของอาคารปรับปรุงเรื่องอัคคีภัย เช่น เพิ่มเครื่องดับเพลิง"

นายมณฑลกล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา กรมได้ร่วมลงนามในสัญญาความร่วมมือด้านวิชาการและวิชาชีพวิศวกรรม กรณีการเกิดอุบัติภัยที่เกี่ยวกับอาคาร ร่วมกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เป็นระยะเวลา 2 ปี (2559-2560) เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการนำความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 องค์กร ที่จากเดิมทำงานแยกกัน มาร่วมกันปฏิบัติงานเมื่อเกิดอุบัติภัยเกี่ยวกับอาคาร รวมถึงยกระดับและพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยในอาคารสูงทั่วประเทศ เป็นการช่วยลดความสูญเสียจากการเกิดอุบัติภัยด้วย

จะมีขอบข่ายความร่วมมือ 2 ด้าน คือ
1.ความร่วมมือกันตรวจสอบเมื่อเกิดอุบัติภัยเกี่ยวกับอาคาร ข้อเท็จจริง และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปชี้แจงข้อเท็จจริงแก่สาธารณชนอย่างถูกต้อง หรือข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติภัย ตามหลักวิศวกรรมและกฎหมาย ร่วมมือกันในการให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นแก่ประชาชนได้ทราบในทิศทางเดียวกัน

2.ความร่วมมือในการพัฒนาวิชาชีพมาตรฐานรวมถึงข้อกำหนดกฎหมายโดยหารือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรมโธยาเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดอุบัติภัยเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานทางด้านวิชาชีพและมาตรฐาน หรือข้อกำหนดกฎหมาย